วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความรู้เบื้องต้น : ทฤษฎีสี      

ความหมายของสี
          สี หมายถึง แสงที่มากระทบวัตถุแล้วสะท้อนเข้าตาเรา ทำให้เห็นเป็นสีต่างๆ การที่เรามองเห็นวัตถุเป็นสีใดๆ ได้ เพราะวัตถุนั้นดูดแสงสีอื่น สะท้อนแต่สีของมันเอง เช่น วัตถุสีแดง เมื่อมีแสงส่องกระทบ ก็จะดูดทุกสี สะท้อนแต่สีแดง ทำให้เรามองเห็นเป็นสีแดง 

แม่สี ในวิถีชีวิตของเรา ทุกคนรู้จัก เคยเห็น เคยใช้สี และสามารถบอกได้ว่าสิ่งใดเป็น สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีม่วง สีขาว และสีอื่น ๆ แต่เป็นเพียงรู้จัก และเรียกชื่อสีได้ถูกต้องเท่านั้น จะมีพวกเรากี่คนที่จะรู้จักสีได้ลึกซึ้ง เพราะ เรายังขาดสื่อการเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นเอง ปัจจุบันนี้ เรายังมองข้ามหลักวิชา ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ประจำวันของเราอยู่ ถ้าเรารู้จักหลักการเบื้องต้นของสี จะทำให้เราสามารถเขียน ระบาย หรือ เลือกประยุกต์ใช้สี เพื่อสร้างความสุขในการดำเนินวิถีชีวิตของเราได้ดีขึ้น นักวิชาการสาขาต่างๆ ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องสี จนเกิดเป็นทฤษฎีสี ตามหลักการของนักวิชาการสาขานั้นๆ ดังนี้

          แม่สีของนักฟิสิกส์ (แม่สีของแสง) (spectrum primaries) คือสีที่เกิดจากการผสมกันของคลื่นแสง มีแม่สี 3 สี คือ
    1. สีแดง (Red)
    2. สีเขียว (Green)
    3. สีน้ำเงิน (Blue)  เมื่อนำแม่สีของแสงมาผสมกันจะเกิดเป็นสีต่างๆ ดังนี้
    1. สีม่วงแดง (Magenta) เกิดจากสีแดง (Red) ผสมกับสีน้ำเงิน (Blue)
    2. สีฟ้า (Cyan) เกิดจากสีเขียว (Green) ผสมกับสีน้ำเงิน (Blue)
    3. สีเหลือง (Yellow) เกิดจากสีเขียว (Green) ผสมกับสี แดง (Red) และเมื่อนำแม่สีทั้ง 3 มาผสมกัน จะได้สีขาว
  
          แม่สีของนักจิตวิทยา (psychology primaries) คือสีที่มีผลต่อความรู้สึกของมนุษย์ ในด้านจิตใจ ซึ่งจะกล่าวในเรื่อง "ความรู้สึกของสี" นักจิตวิทยาแบ่งแม่สี เป็น 4 สี คือ
    1. สีแดง (Red)
    2. สีเหลือง (Yellow)
    3. สีเขียว (Green)
    4. สีน้ำเงิน (Blue) เมื่อนำแม่สี 2 สีที่อยู่ใกล้กันในวงจรสี มาผสมกันจะเกิดเป็นสีอีก 4 สี ดังนี้
    1. สีส้ม (orange) เกิดจากสี แดง (Red) ผสมกับสี เหลือง (Yellow)
    2. สีเขียวเหลือง (yellow-green) เกิดจากสี เหลือง (Yellow) ผสมกับสีเขียว (Green)
    3. สีเขียวน้ำเงิน (blue green) เกิดจากสี เขียว (Green) ผสมกับสีน้ำเงิน (Blue)
    4. สีม่วง (purple) เกิดจากสี แดง (Red) ผสมกับสีน้ำเงิน (Blue)

          แม่สีของนักเคมี (pigmentary primaries) คือสีที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมและวงการศิลปะ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สีวัตถุธาตุ ที่เรากำลังศึกษาอยู่ใน ขณะนี้ โดยใช้ในการเขียนภาพเกี่ยวกับพาณิชยศิลป์ ภาพโฆษณา ภาพประกอบเรื่อง ซึ่งในหลักการเดียวกันทั้งสิ้น ประกอบด้วย
     สีขั้นที่ 1 (Primary Color) คือ สีพื้นฐาน มีแม่สี 3 สี ได้แก่
     1. สีเหลือง (Yellow)
     2. สีแดง (Red)
     3. สีน้ำเงิน (Blue) 

     สีขั้นที่ 2 (Secondary color) คือ สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 หรือแม่สีผสมกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน จะทำให้เกิดสีใหม่ 3 สี ได้แก่
     1. สีส้ม (Orange) เกิดจาก สีแดง (Red) ผสมกับสีเหลือง (Yellow)
     2. สีม่วง (Violet) เกิดจาก สีแดง (Red) ผสมกับสีน้ำเงิน (Blue)
     3. สีเขียว (Green) เกิดจาก สีเหลือง (Yellow) ผสมกับสีน้ำเงิน (Blue)

     สีขั้นที่ 3 (Intermediate Color) คือสีที่เกิดจากการผสมกันระหว่างสีของแม่สีกับสีขั้นที่ 2 จะเกิดสีขึ้นอีก 6 สี ได้แก่
     1. สีน้ำเงินม่วง ( Violet-blue) เกิดจาก สีน้ำเงิน (Blue) ผสมสีม่วง (Violet)
     2. สีเขียวน้ำเงิน ( Blue-green) เกิดจาก สีน้ำเงิน (Blue) ผสมสีเขียว (Green)
     3. สีเหลืองเขียว ( Green-yellow) เกิดจาก สีเหลือง(Yellow) ผสมกับสีเขียว (Green)
     4. สีส้มเหลือง ( Yellow-orange) เกิดจาก สีเหลือง (Yellow) ผสมกับสีส้ม (Orange)
     5. สีแดงส้ม ( Orange-red) เกิดจาก สีแดง (Red) ผสมกับสีส้ม (Orange)
     6. สีม่วงแดง ( Red-violet) เกิดจาก สีแดง (Red) ผสมกับสีม่วง (Violet) 

           เราสามารถผสมสีเกิดขึ้นใหม่ได้อีกมากมายหลายร้อยสีด้วยวิธีการเดียวกันนี้ ตามคุณลักษณะของสีที่จะกล่าวต่อไป จะเห็นได้ว่าทฤษฎีสีดังกล่าวมีผลให้เราสามารถนำมาใช้เป็นหลักในการเลือกสรรสีสำหรับงานสร้างสรรค์ ของเราได้ ซึ่งงานออกแบบมิได้ถูกจำกัดด้วยกรอบความคิดของทฤษฎีตามหลักวิชาการเท่านั้น แต่เราสามารถ คิดออกนอกกรอบแห่งทฤษฎีนั้นๆ ได้ เท่าที่มันสมองของเราจะเค้นความคิดสร้างสรรค์ออกมาได้ 


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรม  Adobe  Photoshop

ความหมาย ความสำคัญของโปรแกรม Adobe Photoshop

        โปรแกรม Adobe Photoshop หมายถึง โปรแกรมสร้างและตกแต่งภาพ ส่วนใหญ่มีลักษณะการใช้งานที่มีเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกในการสร้างหรือวาดภาพหรือตกแต่งภาพที่คล้ายกัน เช่น การแบ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นส่วน ๆ สำหรับเป็นพื้นที่วาดภาพซึ่งสามารถเลื่อนดูภาพในส่วนที่ไม่ได้ปรากฏบนจอ รายการเลือก กล่องเครื่องมือที่ประกอบด้วยสัญลักษ์ รูปเครื่องมือสำหรับใช้วาดรูป เช่น รูปทรงพื้นฐานสำหรับวาดรูปสี่เหลี่ยม รูปวงกลม ดินสอให้วาดรูปโดยอิสระ แว่นขยายสำหรับใช้ย่อหรือขยายรูปออกมาตกแต่ง ตัวอักษรสำหรับพิมพ์ข้อความลงในภาพซึ่งสามารถกำหนดรูปแบบอักษรหรือเทคนิคพิเศษต่าง ๆ โปรแกรมที่นิยมใช้ ในการสร้างภาพ เช่น การทำ Retouching Image จากภาพเก่าให้เป็นภาพตามต้องการ การสร้างภาพขึ้นใหม่ การตกแต่ง หรือการแก้ไขภาพ ซึ่งโปรแกรม Adobe Photoshop สามารถใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับบุคคลที่สนใจสร้างภาพเพื่อใช้ในงานต่าง ๆ

ความสำคัญของโปรแกรม Adobe Photoshop  
          ความสามารถของ Adobe Photoshop 
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif ความสามารถทางด้าน Motion และ 3D
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 1.สามารถทำงานแบบ 3D Visualization และการทำพื้นผิวของงาน 3D
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 2. การตกแต่งสีกับภาพเคลื่อนไหว เช่น ไฟล์ Movie
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 3.สามารถใช้ Vanishing Point กับงาน 3D ได้
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 4.การทำ Motion Graphic และการทำงานกับ Video Layers
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif ความสามารถทางด้าน Image Analysis
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 1. สามารถใช้การจัดการข้อมูลกับมาตรวัตต่างๆ เช่น การคำนวณ พื้นที่ และการวัดระยะทาง
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 2.มีการบันทึกและ มีเครื่องหมายสามารถแสดงผลจำนวนนับได
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 3.รองรับการทำงาน DICOM และการวัดระยะทาง
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 4.รองรับการทำงาน MATLAB
                             คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 5.สามารถนำภาพมาทำการ Stack Processing โดยนำภาพที่ถ่ายซ้ำๆ มาซ้อนกันเพื่อเลือกบางส่วนของแต่ละภาพมาเป็นภาพเดียวได้

             คุณสมบัติของ Photoshop
                   คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 1. แก้ไขภาพถ่ายที่บกพร่องหรือมีตำหนิ เช่น ปรับสีที่เพี้ยน ปรับแสงเงาที่สว่างหรือมืดเกินไป ลบแสงแฟลชที่สะท้อนในดวงตา
                   คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 2. ตกแต่งภาพ เช่น ตัดส่วนที่ไม่ต้องการออกไป ลบองค์ประกอบที่รกรุงรัง ปรับภาพให้เบลอหรือคมชัด ปรับผิวกายนางแบบให้ขาวนวลหรือขจัดไฝฝ้าต่างๆ ขจัดเม็ดสีที่เกิดในภาพที่แสกนในสิ่งพิมพ์
                   คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 3. ดัดแปลงภาพเช่น ทำภาพใหม่ให้กลายเป็นภาพสีซีเปียแบบโบราณหรือแปลงภาพเก่าๆ ที่เป็นขาวดำให้กลายเป็นภาพสี เปลี่ยนภาพคนให้อ้วนขึ้น-ผอมลงหรือเด็ก-แก่กว่าที่เป็นจริง
                   คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 4. ตัดต่อภาพ เช่นย้ายตัวคนจากภาพถ่ายชายทะเลไปยืนบนภูเขาหิมะ
                   คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 5. ใสเอ็ฟเฟ็คพิเศษให้ภาพเช่นทำให้เหมือนการมองผ่านกระจกชนิดและลายต่างๆ หรือเหมือนเงาสะท้อนในน้ำ เปลี่ยนภาพถ่ายให้ดูคล้ายภาพวาดด้วยเครื่องมือหลากหลายชนิด ใส่ประกายแสงเงาหรือเงาให้วัตถุ
                   คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 6. สร้างภาพกราฟิกซึ่งผสมผสานภาพถ่าย ข้อความและภาพวัตถุหรือเอ็ฟเฟ็คพิเศษที่สร้างขึ้นใน Photoshop CS3 เพื่อใช้ในงานผลิตสื่อโฆษณาทำปกหนังสือหรือนิตยสาร หรือใช้ตกแต่งเว็บ
                   คำอธิบาย: http://www.nakhonpanich.com/051.02101/icon11.gif 7. สร้างองค์ประกอบที่ใช้ในเว็บ เช่นการตัดแบ่งภาพขนาดใหญ่ ออกเป็นส่วนๆ การแบ่งพื้นที่ภาพเพื่อสร้างไฮเปอร์ลิงค์เฉพาะส่วน การสร้างภาพเคลื่อนไหวและการสร้างปุ่มที่เปลี่ยนสถานะตามเมาส์ 

ชนิดของกราฟิกไฟล์ประเภท Raster

คอมพิวเตอร์ของเรานั้น คอมพิวเตอร์จะมีการประมวลผลภาพอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ
1. การประมวลผลแบบ Raster หรือ Bitmap
2. การประมวลผลแบบ Vector
1.1 การประมวลผลแบบ Raster
การประมวลผลแบบ Raster หรือแบบ บิตแมป(Bitmap) หรือเรียกว่าเป็นภาพแบบ Resolution Dependent โดยหลักการทำงาน คือ จะเป็นการประมวลแบบอาศัยการอ่านค่าสีในแต่ละพิกเซล ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Bitmap ซึ่งจะเก็บค่าของข้อมูลเป็นค่า 0 และ 1 และในแต่ละพิกเซลจะมีการเก็บค่าสีที่เจาะจงในแต่ละตำแหน่ง ลักษณะสำคัญของภาพประเภทนี้ คือ จะประกอบขึ้นด้วยจุดสีต่างๆที่มีจำนวนคงที่ตายตัว ตามการสร้างภาพที่มีความละเอียดแตกต่างกันไป ภาพแบบ Bitmap นี้ มีข้อดี คือ เหมาะสำหรับภาพที่ต้องการระบายสี สร้างสี หรือกำหนดสีที่ต้องละเอียดและสวยงามได้ง่าย ข้อจำกัดคือ เมื่อมีพิกเซลจำนวนคงที่ นำภาพมาขยายให้ใหญ่ขึ้น ความละเอียดก็จะลดลง มองเห็นภาพเป็นแบบจุด และถ้าเพิ่มความละเอียดให้แก่ภาพ จะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่ และเปลืองเนื้อที่หน่วยความจำมาก 
 ไฟล์ของรูปภาพที่เกิดจากการประมวลผลแบบ Raster คือ ไฟล์พวกที่มี นามสกุล เป็น .BMP .PCX .TIF .JPG .GIF .MSP .PNG .PCT โดยโปรแกรมที่ใช้จัดการกับภาพประเภทนี้ คือ โปรแกรมประเภทจัดการภาพ ตกแต่งภาพ ซึ่งปัจจุบันนี้มีโปรแกรมมากมายให้เราได้ใช้กัน เช่น Photoscape,Paintbrush,Photoshop,Photostyler และอีกมากมาย
            1.2. การประมวลผลแบบ Vector
            ภาพแบบเวกเตอร์ หรือ Object-Oriented Graphics หรือ เรียกว่า เป็นรูปภาพ Resolution-Independent เป็นภาพที่มีลักษณะของการสร้างจากคอมพิวเตอร์ที่มีการสร้างให้แต่ละส่วนของภาพเป็นอิสระต่อกัน โดยแยกชิ้นส่วนของภาพทั้งหมดออกเป็นเส้นตรง รูปทรง หรือ ส่วนโค้ง โดยอ้างอิงตามความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ หรืออาศัยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ โดยมีสีและตำแหน่งของสีที่แน่นอน ฉะนั้นไม่ว่าจะมีการเคลื่อนย้าย หรือย่อขยายขนาดของภาพ ก็จะไม่เสียรูปทรง และความละเอียดของภาพจะไม่ลดลง จึงทำให้ภาพยังคงชัดเจนเหมือนเดิม แม้ขนาดของภาพจะมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงก็ตาม แต่มีข้อเสียที่ไม่สามารถใช้เอฟเฟคในการปรับแต่งภาพได้เหมือนกับภาพแบบ Raster
             การประมวลผลภาพแบบ Vector ได้แก่ภาพที่มี นามสกุล .AI, .DRW, .CDR , .EPS, .PS ซึ่งโปรแกรมที่ใช้ในการวาดภาพก็มีมากมายหลายโปรแกรม เช่น Illustrator, CorelDraw และ ภาพ .WMF ซึ่งเป็นภาพคลิปอาร์ตในโปรแกรม Microsoft Word และภาพ .DWG ในโปรแกรมการออกแบบ AutoCAD เป็นต้น